ตอนที่ ๘ พิทยาลงกรณ์

******

๔๑๗
สอบบรรจุได้ที่สองช่างหมองจิต
แต่สอบติดบางเขนหวังเรียนต่อ
มีภาคค่ำ เรียนที่ มศว.
กลางวันก็หวังงานการเป็นครู

๔๑๘
เมื่อไร้งานเรียนต่อรอไปก่อน
ไม่เดือดร้อนลำเค็ญที่เป็นอยู่
แต่หมดทุนจากพี่ที่เอ็นดู
ต้องยืนสู้ ด้วยตัว ของตัวเอง

๔๑๙
อีกไม่รู้เมื่อไรกรมฯจะเรียก
คอยสำเหนียกข่าวคราวหวังเขาเร่ง
เหมือนกับนัก ดนตรี รอบรรเลง
อยากร่ายเพลงปี่พาทย์แทบขาดใจ

๔๒๐
ไปตั้งหลักรองานที่บ้านพ่อ
กลับโรงทอที่หวังตั้งหลักใหม่
เข้าทำงานหน้าที่เป็นช่างไฟ
ค่าแรงได้ยี่สิบห้าบาทต่อวัน

๔๒๑
ช่างไฟฟ้าโรงงานงานไม่หนัก
เรียนรู้จัก วงจร ไฟฟ้าผัน
เมื่อขัดข้องไฟดับต้องแก้กัน
ให้ไฟนั้น บรรจบ ครบวงจร

๔๒๒
ด้วยเครื่องจักรทั่วไปใช้ไฟฟ้า
มีมอร์เตอร์ฉุดพาแรงถ่ายถอน
ส่งกำลัง หมุนปั่น ตามขั้นตอน
จัดทดทอนสรรค์ใช้ตามใจคน

๔๒๓
ตัวโรงงานกว้างใหญ่ภายในร้อน
มืดติดไฟนีออนทุกแห่งหน
มีพัดลม ไอน้ำ หมุนเวียนวน
ได้เรียนรู้ ฝึกฝน จนเข้าใจ

๔๒๔
อันความรู้ทุกอย่างช่างมีค่า
หมั่นศึกษาจริงแท้รู้แก้ไข
แม้บากบั่นร่ำเรียนพากเพียรไป
ย่อมต้องได้ วิชาดี มากมีคุณ
@

๔๒๕
ยี่สิบสองตุลาห้าสองศูนย์
ความอาดูรกลายพบความอบอุ่น
เหมือนมีเทพช่วยเหลือมาเจือจุน
เกื้อการุณกรมเรียกเข้าทำงาน

๔๒๖
ตอนรู้ข่าวยังอยู่ยอดเสาไฟฟ้า
มีเพื่อนมาส่งข่าวคราวให้อ่าน
เป็นกระดาษย่นยับเปียกน้ำนาน
ข้อความสารอ่านได้ดูรางราง

๔๒๗
ในราชการกรมสามัญศึกษา
ส่งแจ้งมาข้อความแจ่มกระจ่าง
ข้อความอื่นอักษรหมึกเบาบาง
ไม่หม่นจางแค่นั้นบรรทัดเดียว

๔๒๘
จึงเตรียมตัวมุ่งหน้ามากรุงเทพฯ
ทราบสังเขปกับงานที่สานเกี่ยว
ได้บรรจุ คราวนี้ แน่แท้เทียว
ต้องจากเสี่ยวช่างไฟในโรงงาน

๔๒๙
เพียงเจ็ดเดือนเคลื่อนผ่านดูนานมาก
มีหลายฉากหลายตอนสะท้อนผ่าน
ทั้งเกลอที่ คบหา มาเนิ่นนาน
คงถึงกาลเลี้ยงส่งแล้วนงเยาว์

๔๓๐
แม้วันนี้จากไปใจยังอยู่
สงสารผู้รอคอยใจหงอยเหงา
แม้ร่างกายแยกได้้ไม่ติดเงา
จะ้ให้เจ้า เก็บไว้ อยู่ใกล้ตัว

@

๔๓๑
เข้ารายงานเหลือโรงเรียนอยู่เพียงหนึ่ง
ก่อนมาถึงตำแหน่งว่างมากมายทั่ว
เขาเลือกกันหมดแล้วจึงเอาชัวร์
ถ้าขืนมัวปฏิเสธคงตกงาน

๔๓๒
เป็นโรงเรียนเปิดใหม่อยู่ไกลมาก
เดินทางยากไม่มีรถที่ผ่าน
ต้องลงเรือที่สมุทรปราการ
นั่งโดยสารกินเวลานับชั่วโมง

๔๓๓
คงเห็นเรางันงกกลัวตกน้ำ
ให้นึกขำเจ้าหน้าที่คุยโขมง
หารู้ไม่นี่แหละมือเกาะเรือโยง
เล่นตีโปงว่ายน้ำข้ามลำคลอง

๔๓๔
จากปากน้ำท่าเรือวิบูลย์ศรี
ท่าเรือมีหางยาวลอยรำฟ่อง
มีกลุ่มคน หันมา ตั้งตามอง
ส่งเสียงร้องถามไอ้ตี๋ไปที่ใด

๔๓๕
จึงตอบกลับครับพี่ช่วยผมหน่อย
ไปโรงเรียนต้องคอยเรือตรงไหน
หลายคนทำสีหน้าท่าแปลกใจ
นี่คงเป็น ครูใหม่ มัธยม

๔๓๖
ระหว่างรอเรือออกจากนอกฝั่ง
หลายคนนั่งส่งเสียงถามกันขรม
เอ่ยเหมือนขู่ ดูแคลน บางก็ชม
ว่ามีถม เถไป เขาไม่เอา

๔๓๗
ตัวเล็กเล็ก ทีท่า หน้าตี๋ตี๋
คงเห็นทีไม่อดทนเหมือนใครเขา
อยู่ที่นั่น ลำบาก ยากไม่เบา
ทั้งเงียบเหงาแสงไฟใช้ตะเกียง

๔๓๘
ทั้งน้ำจืด ก็ให้ มีใช้น้อย
มีน้ำเค็มน้ำกร่อยต้องคอยเลี่ยง
หากมีฝนตกดีมีพอเพียง
เรือลำเลียงผ่านมาหาซื้อกิน

๔๓๙
เรือหางยาวลำใหญ่มุ่งบ่ายหน้า
แล่นข้ามแม่เจ้าพระยาชลาสินธุ์
เห็นนางนวลใหญ่น้อยค่อยโบยบิน
คงเป็นถิ่น อยู่ใกล้ ชายทะเล

๔๔๐
โอ้ปากน้ำเพิ่งเห็นเป็นเยี่ยงนี้
เรือสินค้า ลำใหญ่มี ดูถมเถ
อยากข้ามฟากต้องไปใช้เรือเมล์
บ้างคะเน ข้ามไป ไหว้เจดีย์



๔๔๑
เรือแล่นเข้าลำคลองเหม่อมองผ่าน
มีสะพานปูนใหญ่ข้ามคลองนี่
ยังใหม่อยู่ เปิดใช้ ไม่กี่ปี
สะพานนี้เรียกสรรพสามิต

๔๔๒
สองชายฝั่ง ปูปลา ขึ้นมาเล่น
เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกจึงแปลกจิต
ปูชูก้าม ใหญ่โต แต่ตัวนิด
เหมือนดาบติดตัวมาเป็นอาวุธ



ปูก้ามดาบ

๔๔๓
เห็นปลาตีนตาโปนมุดโคลนเล่น
กระโดดเต้น ลีลา ทำท่าขุด
พอปลาปูเห็นเราเหล่ามนุษย์
จึงรีบมุด หลบลี้ หนีลงรู



ปลาตีน

๔๔๔
เรือแล่นเลี่ยงโพงพางกลางลำน้ำ
ด้วยเขาทำ จับปลา หลงมาอยู่
ยังมีมาก นักหนา กุ้งปลาปู
เขาจะกู้ ตอนใด ไม่เคยชม

๔๔๕
บ้างเห็นหลักปักตรงในดงจาก
เห็นคนลาก ขึ้นมา มีปูถม
เป็นตาข่ายติดขอบเหล็กวงกลม
เหมือนกระด้งทิ้งจมในธารา


๔๔๖
เครื่องยนต์ดังฟังดูจนหูอื้อ
เพิ่งรู้คือนั่งท้ายไม่เข้าท่า
เรือวิ่งเรื่อยเอื่อยอ่อยเข้าคลองมา
เห็นวัดแหลมฟ้าผ่าฝั่งขวาคลอง

๔๔๗
ต้นแสม ลำพู ดูครึ้มเขียว
มองแลเหลี้ยวอยู่นานไร้บ้านช่อง
ริมชายน้ำ รากไม้ ชูก่ายกอง
มองแล้วต้อง สังสัย ใจงงงวย

๔๔๘
นั่งไม่นานผ่านปากคลองสาขลา
นายท้ายว่าในมีหมู่บ้านสวย
ทั้งชุมชน ที่นี้ มีคนรวย
เป็นเพราะด้วยทำงาน
การประมง

๔๔๙
ผ่านวัดคลองพระรามถามเขาว่า
เมื่อไรหนาถึงโรงเรียนดังประสงค์
คนขับเรือแนะให้นั่งหลับตาลง
เอาสักงีบ แล้วคง ถึงปลายทาง

๔๕๐
เรือเริ่มจอด ส่งคน เป็นระยะ
นั่งมองกะเปลี่ยนที่นั่งตรงที่ว่าง
ด้วยนั่งท้ายแก้วหูยังบอบบาง
อื้อสองข้างด้วยฟังเสียงเครื่องยนต์

๔๕๑
ถึงที่หนึ่ง คลองมี เป็นสี่แยก
มองดูแปลก ให้นึก ถึงถนน
เริ่มให้มองเห็นบ้างหมู่บ้านคน
อันชุมชนนามพ้องเรียก"คลองกง"

๔๕๒
เรือมาส่ง ถึงที่ มีร้านค้า
สุดทางท่า พอดี ที่เรือส่ง
เงยหน้ามองป้ายโรงเรียนอ่านแล้วงง
ชื่อไม่ตรง หนังสือ ส่งตัวมา

๔๕๓
นายท้ายเรือบอกว่าท่านี้ละ
เดี๋ยวก็จะ มีคน พาไปหา
พลางฝักมือเรียกเด็กเดินผ่านมา
แล้วสั่งว่า พาครู ไปโรงเรียน

๔๕๔
พิทยาลงกรณ์พิทยาคม
ใช้โรงเรียนประถมสอนอ่านเขียน
ยังไม่มี
อาคารที่พักเพียร
ต้องวนเวียนศึกษาร่วมอาคาร

๔๕๕
เพิ่งเปิดใหม่ สูงสุด ม.ศ.๒
มีสองห้องนักเรียนที่เขียนอ่าน
ยังไม่มี ครูใหญ่ บัญชาการ
มีอาจารย์ คนแรก นามปรีชา

๔๕๖
นามสกุลของท่านนั้น"กองโภค"
เหมือนมีโชคร่วมชาติวาสนา
เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่มีเมตตาี่
ให้พักร่วมชายคายามหลับนอน

๔๕๗
คนที่สอง ทินกร ตาลงามดี
ก็เหมือนพี่ภาษาไทยเชี่ยวชาญสอน
สอนสนุกมุขเหลือเอื้ออาทร
มีลูกอ่อนไปกลับบางกระบือ

๔๕๘
ท่านที่สาม ยุพดี เจือวานิช
สอนภาษา อังกฤษ น่านับถือ
ท่านที่สี่สอนอังกฤษเช่นกันคือ
ท่านมีชื่อ สมพร หลิมตระกูล

๔๕๙
จึงเป็นคนที่ห้าที่มาอยู่
มีเพื่อนครู กำลังใจ ไม่เสื่อมสูญ
ร่วมสร้างสรรค์เด็กไทยให้จำรูญ
ได้เพิ่มพูนวิญญาณการเป็นครู

@

๔๖๐
ปฐมศิษย์สองชั้นเจ็ดสิบเจ็ด
นับสรรพเสร็จหญิงชายที่สอนอยู่
เลขประจำตัวที่หนึ่งเก่งพอดู
ชอบเรียนรู้ นายวิรัช หอมสาลี

๔๖๑
เลขที่สอง เสมา เรืองลอยขำ
ที่สามจำ ทวีศักดิ์ รัศมี
ส่วนศิษย์หญิง จำได้ ก็พอมี
ชื่อวารีนามสกุลคือโพธิ์จันทร์

๔๖๒
ได้รับแบ่งสอนเลขกับเรขา
ที่แปลกมา คือสอน วิชาปั้น
เรื่องวาดภาพพอถนัดถูกจัดปัน
ให้จัดสรรค์เวลามาสอนแทน

๔๖๓
ช่วงเวลาที่มาบรรจุใหม่
ประทับใจงานสนุกสุขเหลือแสน
ทั้งชาวบ้านรักใคร่ไม่ดูแคลน
ทำเหมือนแม้นลูกหลานในบ้านตน

๔๖๔
ถึงยามเย็นเสร็จงานในการสอน
ก็ถึงตอน เตร็ดเตร่ ระเร่่หน
ได้เยี่ยมบ้านลูกศิษย์แต่ละคน
ที่ยากจน เข็ญใจ หายากจัง

๔๖๕
ด้วยก่อนนั้นปูปลานั้นหาง่าย
ไม่ดูดาย ย่อมมี สิ่งที่หวัง
ทั้งเงินทองไหลเทประเดประดัง
ต่างเลี้ยงกุ้งในวังแทบทุกครัว

๔๖๖
คำว่า"วัง" ที่ว่า คือนากุ้ง
เขาบำรุงเลี้ยงได้ขายเป็นหลัว
ทั้งชีแฮ้ แชบ๊วย สวยทุกตัว
ดักเพียงชั่ว ข้ามคืน ก็มากมาย

๔๖๗
มีเรือรับซื้อหาถึงหน้าบ้าน

ดักคืนวาน วันต่อ ก็ได้ขาย
หาเงินสี่ห้าพันต่อวันสบาย
แถมผู้ร้ายมาขโมยก็ไม่มี

๔๖๘
เงินเดือนของครูนั้นแค่พันกว่า
พอออกมาสิ้นเดือนต้องใช้หนี้
จึงคบคิดกับเพื่อนครูที่รู้ดี
หาวิธี เลี้ยงบ้าง หวังกำไร

๔๖๙
ด้วยโรงเรียนอาคารยังไม่สร้าง
มีที่กว้าง นักหนา ห้าสิบไร่
หาเครื่องมือมาได้หัดทำไป
สองสามเดือนผ่านได้กุ้งมากมี

๔๗๐
มีครูใหญ่เกียรติศักดิ์น่ารักมาก
ย้ายมากจาก น้อยใน มาอยู่นี่
แต่ก็มา อยู่ได้ เพียงแค่ปี
ก็ถึงที ถูกย้าย ไปชุมพวง

๔๗๑
ท่านที่สองนามศิริ สุงคาสิทธิ์
น้ำใจจิต ดั่งว่า มากับสรวง
สวนกุหลาบส่งมาท้าทายดวง
หลายปีร่วงกลับไปใหญ่ถิ่นเดิม

๔๗๒
ปีสองหนึ่งหลักสูตรเขาเปลี่ยนใหม่
ทั่วเขตไทยจึงมีครูบรรจุเพิ่ม
ชั้นประถม เจ็ดปี ที่ต่ี่อเติม
ปรับส่งเสริมของใหม่ใช้หกปี

๔๗๓
จึงได้มี ม.๑ เป็นรุ่นแรก
เขาแบ่งแยกใหม่เก่าให้เข้าที่
ม.ศ.๑ รุ่นสุดท้าย วายพอดี
โรงเรียนนี้ จึงมี ห้าห้องเรียน

๔๗๔
มีเพื่อนครู บรรจุใหม่ นับสิบท่าน
ร่วมสานฝันปณิธานสอนอ่านเขียน
ได้กล่อมเกลาศิษย์รักให้พากเพียร
เหมือนดวงเทียนเริ่มส่องสาดแสงนวล

๔๗๕
จะร่ายชื่อ เอื้อนเอ่ย ผู้เคยคุ้น
ครูสมเดช นามสกุล เล่าเอี้ยวหงวน
จบเพาะช่าง ศิลปะ คละกระบวน
ทั้งหลายส่วนซึ้งซาบงานภาพพิมพ์

๔๗๖
ครูพรรณี นามสกุล เสนารักษ์
คุ้นเคยนักสอนสังคมเสียงเนิบนิ่ม
โดยสารเรือ ไม่ชอบ นั่งตรงริม
ชวนให้ยิ้มนั่งเมื่อไรใส่้ห่วงยาง

๔๗๗
ครูพรพิศพิพัฒน์พงศ์สาวเชียงใหม่
เป็นสาวมั่นพลานามัยบ้านไกลห่าง
จิตมั่นคง มีน้ำใจ ไม่จืดจาง
เคยช่วยสร้างลู่สนาม"ทำคะแนน"

๔๗๘
ครูระยองสงวนพันธ์เพื่อนรักมาก
เคยลำบาก รู้ใจกัน ผูกพันแน่น
คงขุ่นเคืองมิได้ไปงานแต่งแฟน
เสียดายแสน ที่เจ็บป่วย อดช่วยงาน

๔๗๕
อุบลวรรณ นามสกุล ภัยชนะ
คนนี้ละสอนไทยให้เขียนอ่าน
ทั้งลีลาศ รำไทย ได้ชำนาญ
ทั้งเสียงท่าน สดใส ยามได้ยิน


๔๗๖
สอนสังคมอารมณ์ดีดังพี่สาว
ร้องทุกคราว"รักจากใจ"ให้ถวิล
ครูดวงใจ สุขอึ้ง ซึ้งใจจินต์
บ้านอยู่ถิ่นทัพเรือวัดเครือวัลย์

๔๗๗
อีกท่านครู นามพยงค์ ขันธสิทธิ์
สอนภาษา อังกฤษ มาดคงมั่น
เคยอยู่ยาก ลำบาก มาด้วยกัน
หน้าที่นั้น ประสาน เรื่องการเงิน

๔๗๘
อีกหนึ่งครู พี่คนดี เป็นที่หนึ่ง
คณิตศาสตร์รู้ซึ้งน่าสรรเสริญ
เคยแนะนำสอนเลขข้อยากเกิน
เด็กเรียนเพลิน กาญจนา วรานุพงษ์

๔๗๙
ครูโกศล อิศรานนทกุล
ก็เคยคุ้นแหล่งใต้ให้เพื่อนหลง
สอนพลานามัยใจมั่นคง
เคยร่วมก๊งคบหามาเนิ่นนาน

๔๘๐
ครูอังกฤษ ยังมี อีกที่สอน
นั่งนึกย้อนเรื่องราวครั้งคราวผ่าน
ครูรานีลิ้มประเสริฐเลิศการงาน
สุดท้ายท่านสมเดชสอยเอาไป

๔๘๑
ครูคนโตตัวเล็กแสนเปรื่องปราชญ์
แต่สอนวิทยาศาสตร์วิชาใหญ่
นามสุรินทร์ ศรีทอง คนนี้ไง
ยังจำได้ ชุบเหรียญ งานกีฬา

๔๘๒
สอนสังคม ครูสมชายรักเชื้อ
ผู้เคยพา ท่องเรือ ลงน้ำท่า
พาลูกศิษย์ เดินทาง ทัศนา
ได้เปิดหู เปิดตา เพชรบุรี

๔๘๓
มีนักการสองท่านจำได้ว่า
ชื่อลมพาอ่วมสะอาดคนท้องที่
กับลุงเชื้อน พึ่งสาย ใจอารี
คนหลังนี้ ผูกพัน ไร้วันเลือน

๔๘๔
สำหรับลุง ใจจริง ยิ่งกว่ามิตร
มีน้ำจิต น้ำใจ ใครจะเหมือน
ว่างเว้นงานวันใดไม่ต้องเตือน
คุณลุงเชื้อนต้องพาไปเที่ยววัง

๔๘๕
คนสุดท้าย น้องเล็ก เพิ่งเดียงสา
ครูกานดา อินทร์ประชา มาทีหลัง
สอนการงาน อาชีพ น่าจีบจัง
ทีผมมั่ง ไม่ปล่อย ขอสอยเอง

@