บทที่ ๑ ที่เกิด
*********

ณ ท้องทุ่งกว้างใหญ่สุดไพศาล
เป็นถิ่นฐานชานเมืองของกรุงเก่า
แหล่งอู่ข้าว อู่น้ำ สยามเรา
ท้องลำเนาอุดมสุขสมบูรณ์


มีเพียบพร้อมข้าวปลามังสาหาร
สุขสำราญกินใช้ไม่เสื่อมสูญ
ต่างดูแลช่วยเหลือคอยเกื้อกูล
ยามอาดูรอยู่ด้วยช่วยปลอบใจ


กอข้าวชูรวงมองเต็มท้องทุ่ง
จรดปลายคุ้งดั่งปูพรมผืนใหญ่
มีแม่น้ำลำคลองไหลนองไป
เรือนทรงไทยหลายหลังริมวารี


ข้าวตกรวงถึงคราหน้าเก็บเกี่ยว
ต่างเตรียมเคียวมุ่งมาเหมือนหน้าที่
ลงแขกเกี่ยวข้าวเป็นประเพณี
บ้านโน้นที นี้ที ผลัดช่วยกัน


ถึงวันโกนวันพระละเว้นบาป
รู้ซึมซาบ ขุมนรก สรวงสวรรค์
ว่าสร้างบุญ ผลดี มีอนันต์
สร้างบาปนั้นก่อทุกข์เวทนา


หลังร้อยปี พอดี ที่สูญสิ้น
จอมกวี สี่แผ่นดิน ปิ่นภาษา
ตัวข้าน้อยถือกำเนิดได้เกิดมา
ได้ลืมตาดูโลกเหมือนใครใคร


ถิ่นที่เกิด คือสถานบ้านริมน้ำ
บ้านตาคำ คหบดี ชาวผักไห่
ปู่กับย่า ค้าขาย ล่องเรือไกล
เรือลำใหญ่ค้ามะพร้าวหอมกระเทียม


พ่อเป็นชาวลาดชะโดโดยกำเนิด
ตั้งแต่เกิด รู้รอบ เรื่องจอบเสียม
เป็นชาวนา หากิน ตัวดำเกรียม
ฝีมือเยี่ยม ยอดนัก หาผักปลา


จนชาวบ้านขนานนามเป็นเจ้าเงาะ
ดูช่างเหมาะเจาะนักตามคำว่า
ดูปลาช่อนโผล่ผิวน้ำแค่ลูกตา
ก็ประมาณ ได้ทุกครา ว่ากี่โล

๑๐
ในคุ้งน้ำมีนามแม่น้ำน้อย
ไหลเอื่อยอ่อยจากอุทัยให้สุโข
หล่อเลี้ยงฉันแต่เล็กจนเติบโต
อมฤตและวัดโพธิ์เคยเรียนมา

๑๑
ในลำคลอง สารพัด ด้วยสัตว์น้ำ
มากเหลือล้ำอยากได้ไม่ต้องหา
เพียงแกว่งมือ ตีน้ำ สองสามครา
ก็จะมี ฝูงมัจฉา มาให้ชม

๑๒
จะเดินทางใกล้ไกลพายเรือจ้ำ
บ้างใช้ถ่อวาดค้ำตามเหมาะสม
แม้นเอะอะมะเทิ่งเริงอารมณ์
ชะโดใหญ่ ตัวกลม อาจขึ้นมา

ภาพปลาชะโด

๑๓
มันเผ่นโผนโจนมาหน้าตาแหก
เคยลองแบกตัวหนึ่ง"แปดโล"กว่า
ยามกระโดดครั้งใดไม่ธรรมดา
ปากมันอ้า จ้องงับ จับศัตรู

๑๔
มีร่องรอยซากปลามหาศาล
ให้ลูกหลานได้พบได้เห็นอยู่
มีผู้คน เคยขุด ผืนดินดู
ซากหอยปูเกล็ดปลาปนในดิน

๑๕
มากแค่ไหนพรรณนาว่าไม่ถูก
มันพันผูกจิตใจอยู่ไม่รู้สิ้น
เรื่องแต่หลังที่มองเห็นเป็นอาจิณ
ทรัพย์ในดินสินในน้ำตามคำคม
๑๖
เมื่อถึงยามเวลาหน้าน้ำหลาก
มีปลามาก ท้องนที มากมีถม
พ่อสร้างยอ คันใหญ่ ให้ชื่นชม
พี่กับผม ชอบใจ ได้ยกยอ

๑๗
ไผ่สองลำศูนย์กลางกว้างคืบกว่า
พ่อเอามา ประกบ เคียงคู่ต่อ
เป็นคันโพง โยงหิ้ว สี่นิ้วยอ
ด้วยลำไผ่ ขนาดย่อ ย่อมลงมา

๑๘
ผืนยอผูกเชือกสายที่ปลายนิ้ว
วัดตามคิ้ว ขนาดยอ ห้าคูณห้า
เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส "วัดเป็นวา"
แต่เกิดมามีที่ไหนใหญ่เท่าเทียม

ภาพยกยอ

๑๙
ยกที่หนึ่งปลาติดคิดเป็นถัง
ไม่ต้องชั่งเสียเวลาปลาเต็มเปี่ยม
บ้างซื้อขายเหมาลำตามธรรมเนียม
ปลาเนื้อเยี่ยมเก็บไปไว้แบ่งปัน

๒๐
เป็นช่วงวัยชีวิตที่สุดสุข
ไม่มีทุกข์งดงามเหมือนความฝัน
ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง อยู่พร้อมกัน
เป็นช่วงวัน สุดดี ในชีวิต

๒๑
ตามใต้ถุนลุนช่องยามหน้าน้ำ
มองฝูงปลาคลาคล่ำว่ายตามติด
นั่งกินข่าวร่วมวงญาติพงษ์ิมิตร
ทิ้งเศษข้าว ก้อนนิด ให้ปลากิน

๒๒
ก้มหน้าแนบพื้นกระดานตามรูช่อง
สายตาจ้องมองหาดูปลาดิ้น
น้ำใสลึกเหมือนตื้นเห็นพื้นดิน
จึงเห็นสิ้นปลาใหญ่น้อยนับร้อยพัน

๒๓
พ่อเลือกไม้ไผ่เหลา่ยาวเท่าแขน
เหมือนไม้เรียวแบนแบนทำเชือกควั่น
เป็นเส้นด้ายผูกเบ็ดต่อกับคัน
ของเล่นฉัน ดูตลก ใช้ตกปลา

๒๔
ตั้งแต่เล็กรู้ชื่อปลาสารพัด
รู้จักคัดอย่างไหนขายแพงกว่า
รู้อย่างไหน รสดี มีราคา
รู้อย่างไหนเป็นปลาไม่น่ากิน

๒๕

ปลาตะเพียนตัวใหญ่ใช้"แป๊ะซะ"
ยอดโอชะ ขึ้นฉ่าย ใช้แต่งกลิ่น
ราดเต้าเจี้ยวพอเหมาะเหยอะเทริน
เอาีครกหินโขลกพริกหอมกระเทียม

๒๖
แค่พอแหลก เอาใส่ ไว้ในถ้วย
น้ำมะนาว ใส่ช่วย ปรุงรสเยี่ยม
ขาดมะนาว น้ำส้ม ควรตระเตรียม
รสของเรียมไม่ด้อยน้อยกว่ากัน

๒๗
จะโอชาเพียงไหนไม่อาจบอก
เสียเวลา ย้อนยอก มาเสกสรรค์
ครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่ปางบรรพ์
พระองค์สรรเพชญ์ที่เก้าเจ้าแผ่นดิน

๒๘
ทรงมีพระบรมราชโองการ
แม้นชาวบ้านย่านใดจงใจหมิ่น
ลักลอบจับปลาตะเพียนเอาไปกิน
จับปรับสิ้น อัตรา ห้าตำลึง

๒๙
มียอใหญ่ยกทีมีปลาสร้อย
ถังเป็นร้อยราคางามสามสลึง
ยกทุกทีสี่ห้าถังเพียงครั้งนึง
บัดนี้จึงสูญพันธุ์อย่างทันตา

ปลาสร้อย

๓๐
ปีศูนย์เจ็ดพ่อฉากจากผักไห่
ด้วยต้องไปดูแลพี่ที่ศึกษา
จบมอหกต่อเทคนิคแหล่งวิชา
ทุ่งมหาเมฆดังในครั้งนั้น

๓๑
เพียงหนึ่งปีพี่อยู่สู้ไม่ไหว
ด้วยถูกใช้ทำงานเกินสานฝัน
งานก็หนักเรียนก็น้อยพลอยมีอัน
เลิกกลางครันจำเปลี่ยนแม้เรียนดี

๓๒
โชคชะตาพาเป็นทหารอากาศ
มาดองอาจมีหลักสมศักดิ์ศรี
ได้พิสูจน์ความหมายชายชาตรี
อยู่บีซีหกสองสองทหารพราน

๓๓
ประจำหน่วยแนวหน้าสู้ข้าศึก
ด้วยสำนึกหน้าที่ทหารหาญ
เดชะบุญพระช่วยดลบันดาล
ได้กลับบ้านคืนเรือนได้เลื่อนยศ

๓๔
ตอนพ่อพาพี่ีมาอยู่เมืองหลวง
ทิ้งสามห่วงอยู่หลังไว้ทั้งหมด
ทั้งแม่น้องตัวฉันไม่รันทด
อนาคตตัวพี่นี้สำคัญ

๓๕
พ่อใช้แรงแลกเงินทำงานหนัก
หวังเป็นหลักให้ลูกถึงฝั่งฝัน
อยู่ท่าเรือคลองเตยทั้งคืนวัน
คนเรียกขานพ่อนั้น "กรรมกร"

๓๖
ครั้งยังเด็กฉันชอบไปอยู่วัด
ถูกจับหัดถือท้ายพายเรือร่อน
ลงเรือพระบิณฑบาตไม่ขาดตอน
ซุกหัวนอนวัดอมฤตศิษย์หลวงตา

๓๗
ทุกทุกวันต้องตื่นแต่เช้าตรู่
จัดเตรียมดูบาตรปิ่นโตคอยจัดหา
เข็นเรือส่งลงน้ำรอพระมา
พอตีห้าเสร็จพอดีห่มจีวร

๓๘
ส่งแรงขับขยับพายบ่ายขึ้นเหนือ
มีแรงเรือทวนน้ำจ้ำไปก่อน
หลวงตาแหล่บทเทศน์์เวสสันดร
ทำนองกลอนฟังเสนาะเพราะจับใจ

๓๙
ได้ซึมซับรับจำมาจากท่าน
แม้เวลาผ่านนานสักปานไหน
จับปากกากระดาษได้เมื่อใด
เขียนกลอนได้ดังใจไม่ยากเย็น

๔๐
อยู่ห่างแม่จากพ่อแต่ปอสาม
อยู่อารามหวังเพียงแค่อยู่เล่น
จนถูกกลืนเป็นเด็กวัดจนชัดเจน
ทั้งเช้าเพลอยู่รับใช้ให้หลวงตา

๔๑
ทุกเช้าหลังบิณฑบาตพระฉันเสร็จ
ต้องล้างเช็ดแก้วชามตามประสา
ทำตกแตกมีบ้างตามธรรมดา
ต้องถูกว่า ถูกตี มีประจำ

๔๒
พระยถาสัพพีทีลูกศิษย์
ตัวน้อยนิดมากเหลี่ยมเตรียมขม้ำ
แม้ต้วมเตี้ยมกินดีไม่กี่คำ
ก็รับกรรมของอร่อยไม่คอยรอ

๔๓
ทั้งขนมนมเนยไม่เคยขาด
เต็มล้นถาดเต็มชามกินตามต่อ
ทั้งผลหมากรากไม้ีมากมีพอ
ได้ล้างคออิ่มหนำสุดสำราญ

๔๔
ล้างถ้วยโถโอชามเรียงเรียบร้อย
พอสายหน่อยเตรียมตัวไปเขียนอ่าน
ที่ข้างวัดมีโรงเรียนประชาบาล
ที่ชาวบ้านส่งลูกมาร่ำเรียน

๔๕
มีปอเตรียมปอหนึ่งถึงปอสี่
ก็โชคดีได้มีที่อ่านเขียน
ตั้งใจมากบากบั่นอย่างหมั่นเพียร
ไม่เคยเปลี่ยนที่หนึ่งถึงทุกปี

๔๖
พอมีความสามารถเรื่องวาดภาพ
เมื่อใดทราบครูไม่อยู่เป็นได้ที่
วาดเป็นตัวรามเกียรติ์เอาตัวดี
ใส่กระดาษลงสีตัดเป็นตัว

๔๗
หนุมานเสียบสานก้านไม้กวาด
ทั้งรามลักษมณ์มีมาดน่าชวนหัว
ทศกัณฑ์ยักษาเหมือนน่ากลัว
แดงทั้งตัวคือสุครีพเขียวองคต

๔๘
มีเพื่อนรักปอสามนาม"ไอ้มุ่ย"
ชอบร้องเพลงพูดคุยพากย์หนังสด
เพิ่มสีสันบรรยายอรรถรส
เพื่อนทั้งหมดมุงดูหนังตะลุง

๔๙
ใช้กระดาษขาวบังตั้งเป็นฉาก
เอามีดบากก้านผักตบจากกลางทุ่ง
ไว้ปักก้านไม่ให้ล้มคอยพยุง
ตุงเท่งตุงเคาะโต๊ะแทนดนตรี

๕๐
ได้สวนเสเฮฮาประสาเด็ก
ด้วยยังเล็กไมค่อยรู้ประสี
เล่นของสูง มีครู นั้นไม่ดี
อาถรรพ์มีอาจส่งผลมีอันเป็น

๕๑
ขึ้นปอสี่ไม่นานก็พาลเจ็บ
ปวดทั้งเล็บลงกระดูกทันตาเห็น
กล้ามเนื้อยึดปวดตึงถึงเส้นเอ็น
ยากลำเค็ญนักหนาเวลาเดิน

๕๒
ด้วยอาถรรพ์หรือไม่มีใครรู้
ที่เป็นอยู่เจ็บปวดยามเดินเหิน
จะนั่งนอนยามใดไม่เพลิดเพลิน
ด้วยเจ็บเกินอยู่ไปไม่ได้การ

๕๓
จึงหยุดเรียนจากวัดจำพลัดพราก
พ่อลำบากห่วงใยให้สงสาร
จึงนำส่ง รักษา พยาบาล
อยู่เนิ่นนานที่จุฬาลงกรณ์

๕๔
อยู่ตึกร่วม รวมเด็ก อนาถา
ค่ารักษาย่อมเยาเข้าไปก่อน
หลุยทีเลียวโนเวนท์เป็นตึกนอน
อนุสรณ์ประทับใจไม่เคยลืม

๕๕
อยู่รักษาจนหายได้กลับบ้าน
จากไปนานดีใจให้ปลาบปลื้ม
การบ้านใดไม่ทันพลันหยิบยืม
ได้ด่ำ่ดื่มทุกข์บ้างเกือบปางตาย

๕๖
ทันสอบไล่ปอสี่ปีศูนย์เก้า
เคราะห์กรรมเก่าเบาบางได้จางหาย
ต้องจำจากวัดเหนือจากเรือพาย
แสนเสียดายเพลงแหล่เสียงหลวงตา

๕๗
ไปสอบแข่งเข้าเรียนเด็กชั้นโต
ที่วัดโพธิ์ เวชพันธ์ ชั้นปอห้า
อยู่ห้องข.พาสนุกทุกเวลา
เป็นหัวหน้า ชั้นใหม่ ดังได้ยศ

๕๘
พ่อพาไปฝากหลวงลุงที่วัดชี
ความรู้ดีนักหนากว่าใครหมด
โหราศาสตร์แม่นยำดังคำพจน์
รู้กำหนดโชคช่วงดวงชะตา

๕๙
ยามว่างจากบำเพ็ญกิจของสงฆ์
ท่านยังคงใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา
วิทยุโทรทัศน์ ใครพังมา
ท่านอาสาซ่อมได้ไม่คิดเงิน

๖๐
อยากรู้บ้างท่านว่าเรายังเล็ก
จะไขน้อตเป็นเด็กยังขัดเขิน
ไว้โตก่อนลุงจะสอนให้จำเริญ
ไม่ช้าเกิน ต่อไป จะได้เรียน

๖๑
วัดชีโพนมีทโมนมาอาศัย
สร้างบทใหม่้ผู้ใหญ่ต้องปวดเศียร
ด้วยซุกซนนักหนาน่าติเตียน
เหมือนแปรเปลี่ยนนิสัยด้วยวัยซน

๖๒
ทุกวันจำกอปรกิจดังวัดเก่า
ตื่นแต่เช้าบิณฑบาตไม่ขัดสน
คุ้นเคยดี ฝีพาย กับสายชล
เหมือนตัวตนเกิดมาเพื่อพายเรือ

๖๓
เมื่อถึงวัดเสร็จสิ้นบิณฑบาต
ต้องจัดถาดสำรับกับข้าวเผื่อ
แยกพระเณรแจงชัดไม่จัดเจือ
ส่วนที่เหลือไม่บูดง่ายไว้ตอนเพล

๖๔
งานเด็กวัดเรียบร้อยก็ถอยฉาก
ชวน"ไอ้ดำ"เพื่อนยากพายเรือเล่น
กะลาเก่าสองใบไปลุยเลน
เที่ยวตระเวนช้อนปลาเข็มริมชายคลอง

๖๕
เสื้อนักเรียนถอดไว้ใส่กระเป๋า
หนังสือเอาแอบซุกในท้องร่อง
บ้างก็แอบใต้ท้องเรือกันคนมอง
แอบหยิบของชาวบ้านทานบ่อยไป

๖๖
ทั่งโรงร่ำโรงเรียนก็เพียรขาด
น่าอนาถดื้อด้านพาลไถล
จนหลวงลุงอิดหนาระอาใจ
เคยหนีไปกรุงเทพฯเสียหลายวัน

๖๗
นั่งสองแถวจากผักไห่ไปป่าโมกข์
เผชิญโชคเที่ยวไปตามใจฉัน
สองคนข้ามเรือใหญ่ไปด้วยกัน
ต่อรถคันมุ่งหน้ามาเมืองกรุง

๖๘
ต่างมีเงินติดตัวสิบกว่าบาท
แต่บังอาจหาทางสร้างเรืองยุ่ง
ไม่เคยคิดว่าใครห่วงแม้หลวงลุง
ด้วยใจมุ่งชนอย่างเดียวท่องเที่ยวไป

๖๙
ลงท่ารถหมอชิตคิดต่อรถ
แต่เงินหมดแล้วเจ้ากรรมทำไฉน
ใช้วิชาลูกเสือเดินทางไกล
เอามาใช้ได้ผลจนปลายทาง

๗๐
ถึงบ้านเพื่อนเป็นห้องพักแคบแคบ
อยู่กันแบบจำกัดไร้ที่ว่าง
ทั้งข้าวของเต็มห้องกองจัดวาง
มองเหมือนห้องซักล้างเขาตัดแปลง

๗๑
ใกล้ที่บ้านไอ้ดำยังจำได้
มีโรงหนังเรือนไม้อยู่หนึ่งแห่ง
เก็บค่าผ่านประตูเข้าดูแพง
เขาเรียกแหล่ง"ศาลาเฉลิมธานี"

๗๒
สี่สิบกว่าปีผ่านมานานแล้ว
เคยมาแกร่วแรมรอนนอนที่นี่
ต้องอดบ้างอิ่มบ้างสตางค์ไม่มี
แถมบางทีเจ้าถิ่นคอยรังแก

๗๓
แม่ของเพื่อนเอ่ยคำทำไม่ถูก
เราเป็นลูก ยังดี มีพ่อแม่
ที่เร่ร่อนเขาไร้ีคนดูแล
ไม่มีแม้ที่อยู่และที่นอน

๗๔
นั่งทบทวนคำสอนของแม่เพื่อน
ท่านตักเตือนว่าให้กลับไปก่อน
ปานนี้หลวงลุงท่านคงอาทร
ท่านคงร้อน ใจที่ เราหนีมา

๗๕
จำจึงต้องลาลับกลับผักไห่
เหมือนจิตใจคิดได้รู้ประสา
นั่งตรองตรึกนึกถึงที่ทำมา
เหมือนปัญญาอ่อนด้อยไม่ค่อยดี

@